สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว “ถ้าวันหนึ่งผมเหลิง ช่วยบอกด้วยนะครับ”

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กหนุ่มธรรมดาจะประสบความสำเร็จในระ ดับซุปเปอร์สตาร์ แต่ยังใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้คิดว่าตัวเขาเองมีชื่อเสียงอะไร จนเขาบอกเองว่า “ถ้าวันหนึ่งผมเหลิง ช่วยบอกด้วยนะครับ เพราะผมไม่อยากเป็นอย่างนั้น”


จากเด็กหนุ่มธรรมดาๆ แต่สามารถแหวกฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวขึ้นมาลอยเด่นและส่องแสงเป็นประกาย ให้คนจับตามอง วันนี้ บี้ – สุกฤษฎ์ วิเศษแก้ว พิสูจน์ว่าเขาเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงและนับวันยิ่งทำได้ดี ทั้งร้องเต้นเล่นละคร ท่ามกลางดวงดาวที่สุกสกาว ชื่อเสียงหรืออะไรที่มีความหมายกับเขามากกว่า ลองมาอ่านกันดู

ชีวิตวัยเด็กผูกพันกับวัด
ผมอยู่เชียงใหม่ บ้านอยู่ใกล้วัดฟ่อนสร้อยกับวัดหมื่นตูม นอกจากเรียนที่โรงเรียนแล้ว วิชาคณิตศาสตร์ และภาษาไทยผมก็เข้าไปเรียนต่อในวัด มีพระอาจารย์มาคอยสอน อย่างช่วงปีใหม่ ผมกับเพื่อนๆ ประมาณสิบคนจะเข้าไปจับของขวัญในวัด กินน้ำหวานและขนมกันในนั้น หลังจากนั้นก็จะมีพระอาจารย์มาเทศน์ให้ฟัง
สมัยเด็ก แถวบ้านยังไม่มีห้างสรรพสินค้า วัดจึงเป็นเหมือนสนามเด็กเล่น ทั้งเล่นดินเล่นทราย ดีดลูกแก้ว ปั่นจักรยาน และเล่นว่าว เพราะในวัดพื้นที่จะกว้างขวาง ความที่เราเล่นซนอยู่ในวัดตั้งแต่เด็กก็เป็นข้อดี คือได้ซึมซับเรื่องธรรมะมาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะจากคำสอนต่างๆ ของพระที่มาดูแล อีกอย่างก็ทำให้เราโตขึ้นโดยไม่กลัวการเข้าวัด เวลามีเรื่องทุกข์ใจ ไม่สบายใจ อยากทำบุญก็เดินเข้าวัดได้โดยไม่รู้สึกขัดเขิน

อย่างที่ทราบว่าพ่อกับแม่ของบี้แยกทางกัน บางคนที่พ่อแม่แยกทางกัน เขาก็ใช้เหตุผลตรงนี้ในการทำตัวไม่ดี บี้เองเคยคิดที่จะใช้เหตุผลตรงนี้มาทำอะไรที่ไม่ดีบ้างหรือเปล่า
ผมกลับมองว่าเรื่องพวกนี้เป็น เรื่องธรรมดา คนเราพอไปกันไม่ได้วันหนึ่งก็ต้องแยกกันอยู่ สำหรับคนเป็นลูก การคิดที่จะอ้างเหตุผลนี้ไปทำไม่ดีหรือทำร้ายตัวเอง ผมว่าเป็นเหตุผลที่ข้างๆ คูๆ มาก บางคนบอกว่า เพราะพ่อแม่แยกทางกันเลยเสพยา ผมว่าควรแยกแยะให้ออก ลองมองเหตุผลว่าทำไม แล้วพยายามเข้าใจในเหตุผลนั้นไม่งั้นก็จะเป็นเหมือนข่าวที่ว่า เด็กทะเลาะกัน ฆ่ากันตาย แล้วโยนความผิดให้เกม ซึ่งไม่ใช่เสมอไป ผมเองก็ชอบเล่นเกม ถ้าเขาเล่นเกมแล้วรู้ว่านั่นคือเกม เล่นเพื่อพักผ่อน ก็จะไม่เกิดเรื่องขึ้นเลย ถ้าทำผิดแล้วโยนบาปให้อย่างอื่นไปทั่ว คงไม่ต่างกับการที่เด็กทะเลาะกันแล้วอ้างว่า เพราะเห็นหมากัดกันอยู่ข้างบ้าน ผมว่าเป็นคนละเรื่อง เรารู้ว่าอะไรควรไม่ควร รู้จักแยกสิ่งที่ถูกต้องจากสิ่งที่ผิด ตอนพ่อแม่แยกทางกัน ผมเรียนอยู่ประมาณ ม.2 ถามว่าเสียใจไหม เสียใจ น้ำตาคลอ แต่ไม่ถึงกับร้องไห้ ท่านแยกกันอยู่บ้านคนละหลัง แต่ก็ไม่ ห่างกันมากนัก ผมจึงเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านพ่อกับบ้านแม่ได้ ผมเองไม่เคยบอกพ่อกับแม่ว่ากลับมาอยู่ด้วยกันเถอะ แต่ไม่แน่ อาจจะเป็นตอนแก่ “ฉันก็ไม่มีใคร เธอก็ไม่มีใคร งั้นเรามาอยู่ด้วยกันดีกว่า” (หัวเราะ)


เป็นคนมีชื่อเสียง ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมมากไหม
ผู้ใหญ่คอยเตือนผมมาตลอดตั้งแต่ออกจากบ้านเดอะสตาร์ว่าอย่าเหลิงนะ ผมก็ถามกลับว่า “เหลิงเป็น อย่างไรครับ ไม่รู้จัก” เขาบอกว่า คนที่เหลิงคือคนที่ไม่รู้ตัว ผมก็บอกผู้ใหญ่ท่านนั้นกลับไปว่า“ถ้าวันหนึ่งผม เหลิง ช่วยบอกหน่อยนะครับ เพราะผมไม่อยากเป็นอย่างนั้น” เขาก็บอกว่า ได้ วันหนึ่งถ้าเห็นว่าเหลิงจะบอก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมาบอกว่าผมเหลิง ผมยังสนุกกับการทำงาน ทำงานเสร็จก็ไปเล่นกับเพื่อนกลุ่มเดิม เป็นเพื่อนสมัยเรียนก่อนเข้าวงการเคยไปเดินตลาดหรือไปเที่ยวร้านธรรมดา ถึงตอนนี้ผมก็ยังไป ใช้ชีวิตให้สบาย ให้สนุก เท่านี้ก็พอแล้ว ตอนกลับบ้านที่เชียงใหม่ ส่วนมากก็จะนอนเล่นอยู่ที่บ้าน อยู่กับแม่ พาแม่ไปดูหนัง บางทีก็พาพ่อไปตีกอล์ฟ เพราะท่านชอบ ยังใช้ชีวิตปกติไม่ได้คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงอะไร อย่างเรื่องเสื้อผ้า วันๆ อยู่แต่กองถ่ายเสื้อผ้าก็ไม่ค่อยได้ซื้อ จะบอกว่าผมแทบไม่ซื้อเสื้อผ้าใส่เลยก็ได้ ส่วนหนึ่งคือ ผมไม่ใช่คนแต่งตัวตามแฟชั่น ไปไหนก็แค่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีน รองเท้าผ้าใบ อย่างมาถ่ายปกหนังสือ ก็แค่เสื้อยืดกับกางเกงวอร์ม เสื้อผ้าที่ผมเลือกขอแค่ดูดี ถูกกาลเทศะพอ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของแบรนด์เนม มีหลายครั้งที่ผมไปเดินซื้อของแถวสะพานพุทธ มีรองเท้าคู่หนึ่งผมซื้อมาในราคาแค่ 300 บาทมีคนถามว่า ซื้อเท่าไร ต้องสี่ห้าพันบาทแน่เลย ผมก็ยิ้ม…


อะไรคือสิ่งที่บี้ภูมิใจที่สุดในชีวิต
ตอนนี้คือ การทำให้พ่อแม่ได้อยู่อย่างสบายขึ้น ฐานะทางบ้านผมถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง พ่อกับแม่มี อาชีพรับราชการ ช่วงที่ผมเรียนประถมจนถึงมัธยมเห็นภาพที่ท่านต้องไปกู้เงินมาส่งให้ผมเรียน บ่อยๆ โรงเรียนมงฟอร์ตฯ ถือเป็นโรงเรียนอันดับต้นๆ ของเชียงใหม่ซึ่งค่าเทอมก็ไม่ใช่ถูกๆ เคยแอบเห็นใบแจ้งหนี้ส่งมาที่บ้าน แอบไปดูสมุดบัญชีของพ่อแล้วเงินในบัญชีติดลบ เวลาไปเที่ยวเห็นพ่อกดเงินเราก็คิดว่า หือ…มีเงินเยอะนะนี่ พ่อก็หันมายิ้ม แล้วบอกว่า เห็นไอ้ที่อยู่ข้างหน้าตัวเลขไหม มันเป็นเครื่องหมายลบนะ นั่นคือยอดติดลบที่ต้องจ่าย ตอนเด็กบางทีผมก็งอแง เห็นกีตาร์ตัวละห้าหกพันก็อยากได้ พ่อบอกว่าไม่มีเงิน ผมไม่เชื่อ กลับถึงบ้านผมแอบไปเปิดกระเป๋าตังค์พ่อเห็นเงินสามสี่พัน ต่อว่าพ่อว่า ไหนบอกว่าไม่มีเงินไง เราไม่เข้าใจว่านั่นคือเงินทั้งหมดที่เขาเหลืออยู่เพื่อซื้อข้าวปลาอาหารแต่ ถ้าใครถามว่าชาติหน้าอยากเกิดเป็นอะไร ผมก็จะบอกว่าอยากเกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่อีก เพราะแม้พ่อแม่จะจน แต่เราก็มีความสุข สิ่งที่ภูมิใจตอนนี้คือ ช่วยใช้หนี้ให้พ่อกับแม่ได้ แม้ไม่ถึงกับร่ำกับรวย แต่ก็ทำให้ท่านได้อยู่ดีกินดีขึ้น ท่านอยากไปเที่ยวที่ไหน ผมก็พาไป แม่ผมเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ แต่ไม่เคยไปต่างประเทศเลยเทียบกับเพื่อนๆ แม่ เขาได้ไปกันหมดและชอบกลับมาเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ท่านฟัง พอผมทำงานก็เลยพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ เริ่มจากใกล้ๆ อย่างฮ่องกง สิงคโปร์ เร็วๆ นี้จะพาท่านไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ เพราะแม่อยากไปมาก


อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ รู้ได้เลยว่า ธรรมะและวิธีคิดที่หล่อหลอมตัวตนจนเป็นบี้-สุกฤษฎ์ วิเศษแก้วในวันนี้ชัดเจนจนเขาไม่มีวันหลงระเริงไปกับความมีชื่อเสียงหรือ สิ่งปรุงแต่งอื่นใดที่ไม่เที่ยง ตราบใดที่เขารู้จักแยกสิ่งที่ถูกออกจากสิ่งที่ผิด รู้จักการใช้จ่าย และกตัญญูต่อบุพการีและตอบแทนบุญคุณท่าน

Cr kbeautifullife.askkbank Post on 2012 June,28

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s