“บี้”สานฝันสู่บรอดเวย์ ยันไม่ทิ้งแฟนชาวไทย

เป็นนักร้องนักแสดงที่มีผลงานสม่ำเสมอ สำหรับซูเปอร์สตาร์หนุ่ม “บี้”สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว โดยล่าสุดมีผลงานภาพยนตร์เรื่อง “คิดถึงวิทยา” และผลงานเพลง “รักแท้แปลว่าเธอ” ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมและฟังกัน

นอกจากนี้ยังแสดงความสามารถทางการแสดงด้วยการไปออดิชั่นการแสดงที่ประเทศอเมริกา เพื่อก้าวสู่วงการบรอดเวย์ 
ช่วงนี้จะมีอะไรให้ติดตามไหม

บี้ – “มีหนังเรื่อง “คิดถึงวิทยา” ของจีทีเอช ที่เล่นกับคุณพลอย-เฌอมาลย์ จะเข้าประมาณกลางมีนาคม ซิตคอม “นัดกับนัด” ก็ยังมีอยู่ นอกนั้นจะมีไปซ้อมละครที่เมืองนอก บรอดเวย์ แต่คนไทยยังไม่ได้ติดตาม แล้วก็มีเรื่องเพลง “รักแท้แปลว่าเธอ” เป็นเพลงใหม่”

การร่วมงานกับ “พลอย” เป็นยังไงบ้าง

บี้ – “ผมเคยเห็นผลงานเขาตั้งแต่เรายังเด็ก ปกติผมไม่ค่อยดูละคร จะฟังแต่เพลง แต่พี่พลอยเป็นอีกคนที่ผมจำความได้ เริ่มเห็นเขาว่ามีผลงานอะไรบ้าง พอได้ร่วมงานกัน พี่พลอยน่ารักมาก เป็นเรื่องแรกที่เจอกันถือว่าเข้าขากันดี เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกของผมต้องทำการบ้านเยอะ ไปเรียนขับเรือ เรียนว่ายน้ำ เรียนมวยปล้ำ เวิร์กช็อปการแสดงค่อนข้างเยอะ” 

เป็นคนที่สามารถทำทั้งเพลง ละคร ละครเวที คิดว่าส่วนตัวชอบอะไรมากที่สุด

บี้ – “ชอบร้องเพลงและชอบคอนเสิร์ตมากที่สุด เพราะเราประกวดมาทางนี้ ร้องเพลงนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่ไม่ได้เรียน ร้องแบบมวยวัดอยู่บ้าน แต่การแสดงเราไม่มีพื้นฐานเลย อาจจะเคยแค่ตอนอนุบาลหรือประถม นิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ได้ชอบ แค่สนุกๆ”

“เราต้องเรียนไปเรื่อยๆ เรียนร้อง เรียนเต้น การแสดง ฟิตเนสต่างๆ เพราะโลกมีการพัฒนา ไม่งั้นจะตัน อยู่กับที่ และจะซ้ำทาง ต้องหาแนวทางใหม่เรื่อยๆ”

ละครเวที “ข้างหลังภาพ” ที่ไปซ้อมที่อเมริกาเป็นอย่างไรบ้าง

บี้ – “ทุกวันนี้ไปซ้อมแล้วก็กลับ เฉลี่ยทริปละเดือน เหมือนเป็นออดิชั่นเรื่อยๆ แต่ละครั้งจะไปอ่านบททั้งเรื่อง มีแคสต์นักแสดงฝรั่ง แล้วมีบุคคลที่เกี่ยวข้องของวงการบรอดเวย์มาดู เช่น โปรดิวเซอร์ นักลงทุน นักแต่งเพลง หรือใครที่ชอบละครบรอดเวย์ก็จะมาดู แล้วมันเหมือนได้เครดิตว่า เรื่องนี้เวิร์กไหม พอที่จะมาลงในบรอดเวย์ได้ไหม เราก็ไปแล้วก็กลับตลอด”

“เดี๋ยวครั้งต่อไปที่จะไป จะไปเล่นในโรงละครเล็กๆ ให้คนที่อยู่ในวงการบรอดเวย์มานั่งดู คือถ้าเรามีเครดิตตรงนั้นจะทำให้เราสามารถเอาอันนี้ไปต่อสู้เพื่อเข้าไปใน เส้นทางบรอดเวย์ได้ มันต้องค่อยๆ ต่อสู้ไปเรื่อยๆ”

เล่าถึงการเริ่มโปรเจ็กต์นี้หน่อย

บี้ – “โปรเจ็กต์นี้เหมือนโปรเจ็กต์เริ่มต้น คนไทยยังไม่เคยไปทำ ที่คิดนะผมอาจจะไปปูทางให้ ไปทำตรงนั้นสักระยะนึง เสร็จแล้วก็กลับมา พอคุณบอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) มีเครดิตตรงนั้น ถ้าเรื่องแรกประสบความสำเร็จเขาอาจจะทำเรื่องต่อๆ ไป อาจจะไปกำกับฯที่นู่นหรือไปลงทุนที่นู่น หรือดึงคนไทยคนอื่นๆ ไป เพราะการสอบที่นั่นเขาตรวจโปรไฟล์เยอะมาก คือผมผ่านตรงนั้นแล้ว คนที่สอง สาม สี่ อาจจะง่ายขึ้น เราอ้างอิงได้ เพราะบรอดเวย์เป็นอาชีพสงวนของอเมริกา ผมอาจจะกลับมาทำงานที่ไทยแล้วก็อาจจะส่งคนที่มีความฝันตรงนี้ไป”

“ส่วน เจ้านายแน่นอนเขาต้องทำตรงนั้นอีกเรื่อยๆ เพราะเขาฝันมาทางนี้ จบละครเวทีจากบอสตันมาสายตรงเลย เขาถึงมีโรงละคร คือเขาสร้างความฝันของเขามา คงไม่ทิ้งไปแน่นอน แต่ทางผมยังไงก็กลับมา เพราะแฟนๆ อยู่ที่เมืองไทย”

การทำงานที่นั่นเป็นยังไงบ้าง

บี้ – “แรกๆ ไปค่อนข้างตกใจเพราะทุกคนเคารพสิทธิเสรีภาพมาก ทุกคนเท่าเทียม ก้าวก่ายกันไม่ได้ มีอิสระที่จะพูด ทุกคนมีสิทธิ์ออกความคิดเห็น บางครั้งผมก็ตกใจ นักแสดงพูดขอแก้บทกับโปรดิวเซอร์ได้สบาย เขาพูดตรงๆ เลยว่าไม่ชอบตรงนี้ ขอแบบนี้ได้ไหม คืออยากพูดอะไรพูด อยากบอกอะไรบอก ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ”

เราชอบการทำงานตรงนั้นมาก กว่าที่นี่ไหม

บี้ – “ไม่ครับ ชอบที่นี่มากกว่า เพราะเรามีความนอบน้อม ความเป็นพี่น้อง มีอะไรขออนุญาตกัน ถ้าที่นั่นคือตรงๆ พูดเลย แต่เขาไม่โกรธกัน เหมือนทำกันปกติ แต่เราเพิ่งเจอเลยรู้สึกแปลก ไม่ชิน แต่ชอบแบบเมืองไทยมากกว่ามีอะไรก็เล่นได้ สนุกสนาน นอกเหนือเวลางานชวนไปเล่นเฮฮา แต่ที่นู่นพอ นอกเหนือเวลางาน ต่างคนต่างมีภาระแยกย้ายกันเลย คนนึงกลับบ้าน คนนึงไปออดิชั่นเรื่องอื่นต่อ พอ 4 โมงปุ๊บต้องปล่อยทุกคนเลย ถึงแม้งานจะยังไม่เสร็จ เขาเคารพสิทธิกัน”

ปรับตัวยังไง ไหนจะงานที่นั่นกับงานที่นี่

บี้ – “ต้องพยายามปรับตัวให้เร็วที่สุด อยู่บริษัทนี้ห้ามทำตัวฟิกซ์ ต้องทำตัวให้ยืดหยุ่น”

คนมองว่าเรายังเป็นลูกรักคุณบอย

บี้ – “ถ้าบอกว่าเป็นลูกรักก็พูดได้นะ แต่เขาก็รักหลายคนไม่ได้เฉพาะผมคนเดียว รักทั้งบริษัท เขาดูแลงานทุกคน เพียงแต่ ณ เวลาไหนตัวงานไหนจะเหมาะสมกับคนนั้นๆ เมื่อก่อนซีเรียสนะที่คนบอกแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้โอเค คือด้วยผมผ่านการบวชมา 2 ครั้งแล้ว คือความรักเป็นสิ่งที่ดี ไม่เห็นต้องปฎิเสธเลย ก็ครับ ก็ได้”

“คุณ บอยเป็นคนมีน้ำใจ ใครมีปัญหาอะไรไปปรึกษาเขาได้ หรือใครก็ตามถ้าทำตัวไม่ดี ทำตัวแย่ขนาดไหนเขาก็จะไม่ทิ้ง จะมีงานให้เสมอๆ แต่บางครั้งอาจลดลงบ้าง แต่ก็ไม่ทิ้ง”

คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง

บี้ – “เป็นโปรเจ็กต์ๆ ไปมากกว่า บางโปรเจ็กต์ก็ประสบความสำเร็จ บางโปรเจ็กต์ไม่โอเค เราก็จะมองว่าล้มเหลว จะเป็นอย่างๆ” 

วางอนาคตไกลๆ ในวงการไว้ยังไงบ้าง

บี้ – “ทำเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่ไหว วันนี้มีแรงร้องมีแรงเต้นก็ทำ ถ้าเต้นไม่ไหวอาจนั่งร้อง เพลงอะคลูสติกเบาๆ เพราะชอบร้องเพลง แต่ถ้าการแสดงอาจเป็นบทพ่อบทลุง ถึงเวลานั้นคงปล่อยวางเพราะแก่ คงมีเมียมีลูกอยู่กรุงเทพฯหรือไม่ก็เชียงใหม่ แต่คงอยู่ในแวดวงนี้”

“ส่วนเป้าหมายสูงสุด จริงๆ ปลายทางอยากเจริญในธรรมะ แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้”

ชีวิตเปลี่ยน

ผ่านมา 7 ปีแล้ว สำหรับการยืนหยัดอยู่ในวงการบันเทิง โดยหนุ่ม “บี้-สุกฤษฎิ์” ย้อนเล่าความหลังให้ฟังว่า

“ผม เข้าวงการมาตั้งแต่ประกวดเดอะสตาร์ 3 มาตอนนี้เดอะสตาร์ 10 แล้ว ประมาณ 7 ปีนิดๆ ที่อยู่วงการ 7 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นเยอะ ให้ประสบการณ์ชีวิตที่เยอะมาก ปกติผมเรียนวิศวกรมา ไม่เข้าใจในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ คือทุกอย่างจะเป็นระเบียบแบบแผนมาก”

“พอเข้าวงการบันเทิง สิ่งแรกที่ได้รับคือความรู้สึกต่างๆ ทั้งยินดี เสียใจ ดีใจ ความรู้สึกขอบคุณ ซึ่งจริงๆ เรามีอยู่ในตัว แต่มีไม่เยอะตามประสาวัยรุ่น พอมาตรงนี้ มาเจอคนหลายๆ คน หลายๆ แบบ ทำให้ได้ประสบการณ์การเข้ากับคน เข้าสังคม มารยาทต่างๆ ตอนแรกมาใหม่ๆ ผมก็โจ๊กๆ คนนึง ไปแซวคนนั้นแหย่คนนี้ ไปเล่นไปกวนผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งผมก็ไม่รู้ จนค่อยๆ มีคำตักเตือนมาทีละนิด ถึงการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในสังคม เราก็จะได้ประสบการณ์ชีวิตซะส่วนใหญ่”

นัก ร้องหนุ่มยอมรับว่า ตั้งแต่เข้าวงการมาชีวิตเปลี่ยนไปมาก หากไม่ได้อยู่ในถนนเส้นนี้ เขาก็คงเป็นวิศวกรตามโรงงานต่างๆ เหมือนเพื่อนๆ

ถามว่าแล้วตอนนี้ยังอยากเป็นวิศวกรอยู่ไหม นักร้องหนุ่มตอบ “ณ เวลานี้ ถ้าเป็นเต็มตัวคงไม่ เพราะเราเลือกเดินมาทางนี้แล้ว แต่อยากมีส่วนร่วม สมมติเพื่อนเปิดบริษัทเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก หรือทางที่เราเรียนมาก็อยากขอแจมทางด้านความคิดหรือครีเอตอะไรต่างๆ เพราะความคิดสร้างสรรค์ยังพอ มีอยู่ แต่จะให้ไปลงมือทำคือผมเอาความรู้คืนอาจารย์ไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ถ้าสมมติว่าผมตกงานจากการร้องเพลง ผมขอเวลา 3 เดือน ในการรวบรวมความรู้ทั้งหมดในหนังสือที่เราเก็บเอาไว้ แล้วจะฟื้นฟูกลับมาได้”

แสดงว่าอนาคตถ้าไม่ได้อยู่ตรงนี้อาจผันตัวไป เป็นวิศวกร
“ก็เป็นทางเลือกนึง หรืออาจจะเอาเงินเก็บที่มีอยู่เปิดร้านเล็กๆ สักร้านไม่ให้เหงาให้พออยู่ได้ แล้วเอาเงินที่มีอยู่ฝากกินดอกเบี้ย”

เปรียบความรักเหมือนขนมหวาน

ถามเรื่องหัวใจมากี่ครั้งๆ ซูเปอร์สตาร์หนุ่ม “บี้-สุกฤษฎิ์” ก็ตอบว่าไม่มี ครั้งนี้ก็เช่นกัน

โดย “บี้” เปิดใจว่า “ความรักตอนนี้ไม่มีครับ ถามว่าทำไมถึงไม่กล้าพูดเรื่องความรักมาก จริงๆ ก็ไม่หรอกครับ อยากให้ช่วงนี้โฟกัสที่เรื่องงานกันสักหน่อย อย่างเวลาเราเรียนหนังสือ เราตั้งใจเรียน ถ้าเรียนหลายๆ วิชาเราจะไขว้เขว เราก็ตั้งใจไว้ที่งานก่อนเวลานี้ผมอยากเรียนวิชาเดียวให้มันแข็งแรงที่สุด”

แสดง ว่าวิชารักตอนนี้อยู่ตัวแล้ว “วิชานั้นก็ให้สอบตกไปเถอะครับ เรื่องรักติด ร ติด F ผมยอมให้ติดไปหมดเลย เอา งานนำไว้ก่อน เดี๋ยวคนดูจะสับสนว่าจะให้โฟกัสเรื่องอะไรดี และก็ไม่ได้กลัวเรตติ้งตกด้วย ก็สบายๆ ครับ ก็มีบ้างตามประสาวัยรุ่น เล็กๆ น้อยๆ เป็นปกติ”

ปกติจะ ค่อนข้างปิดเรื่องสาวๆ แต่ล่าสุดกับสาว “โม”มนชนก ฉายแสงเพียงเพ็ญ มีแง้มออกมาบ้าง นักร้องหนุ่มปฏิเสธ “ไม่มีแง้ม ผมปิดบังตลอด พี่ๆ นักข่าวมาแง้มใส่ผมเอง (หัวเราะ) เราโกหกไม่ได้ มันผิดศีล เพียงแต่เราจะมีวิธีการตอบยังไง”

แล้วคุยกับสาว “โม” เป็นยังไงบ้าง “บี้” กล่าวว่า “คุยได้ เฮฮาเจอกันก็ทักทาย”

เห็น ว่าน้องไปเชียงใหม่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา แล้วเราดูแล “ก็ต้องเทกแคร์เป็นธรรมดา เขามาจริง แต่เขาก็มากันเองมากับเพื่อน แต่ก็มาเจอเพราะเราเป็นเจ้าบ้าน ก็มีกินข้าวกับแม่ เจ้านายก็ไม่ได้ว่าอะไร”

ที่ ผ่านมาไม่ค่อยมีข่าวเรื่องผู้หญิงเท่าไหร่ “ครับ เพราะเวลานักข่าวมาสัมภาษณ์ก็คุยสนุกสนานไป เรื่องความรักเขาก็ไม่ค่อยได้ข้อมูลอะไรไป แต่ถ้าเรื่องงานเขาจะได้ แต่เขาก็เข้าใจเรานะ เราก็สบายๆ คือเราก็ไม่ได้ปิดบังอะไร ก็ไม่ได้โมโหหรืออะไร ถามเราก็ไม่บอกนะ”

แบบนี้จะกลบกระแสที่คนมอง ว่าเราไม่ชอบผู้หญิงได้ไหม “ได้ๆ จริงๆ ตอบว่าเป็นเกย์ก็ได้ (หัวเราะ) ก็เป็นกระแสภายนอก ใครที่มาสัมผัสเราจะรู้ว่าเราเป็นคนยังไง ส่วนสเป๊กจริงๆ ไม่มีนะ คือเคยชอบผู้หญิงหลายๆ คนที่เราชอบ เราก็มานั่งเรียงดูว่า คนนี้ไม่เหมือนคนนี้ คนนั้นไม่เหมือนคนนี้ ถ้ามีสเป๊กคือมันก็ต้องไปในทางเดียวกัน แต่เราไม่มีสเป๊กตั้งไว้ เพราะที่ผ่านมาคือคนนี้ก็อีกโลกนึง คนนี้ก็อีกโลกนึง มีแต่ถ้าคนไหนคลิกแล้วถูกใจ คุยแล้วว่าใช่ก็เท่านั้นครับ”

เป็นคนไม่ ชอบเปิดเผยเรื่องความรักหรือว่ายังไง “ใช่ เพราะถ้าเราเปิดในเรื่องความรัก การโฟกัสของคนจะเปลี่ยนไป จากงานก็จะไปโฟกัสความรักดีกว่า แล้วบางครั้งเราทำก้อนโปรเจ็กต์มา เราใช้เวลานาน ลงทุนนาน แต่พอออกไปปุ๊บโฟกัสคนเปลี่ยน มันก็จะพังทั้งแผงได้ เราก็เลยอย่าเพิ่งดีกว่า”

มุมมองความรักของผู้ชายที่ชื่อ “บี้-สุกฤษฎิ์” เป็นอย่างไร “ผมว่าความรักมีแต่สิ่งที่สวยงาม ถ้าพูดถึงความรักก็สวยงาม แต่เมื่อไหร่ที่มีความทุกข์ว่าเลิกกัน มันเรียกว่าไม่เข้าใจกัน ผมเองก็เคยเอาความรักมาปรึกษาผู้ใหญ่บ้าง คือในบริษัทนี้ยังไงเราก็เหมือนพี่น้องกัน จะคุยกันนิดๆ หน่อยๆ สบายๆ”

เปรียบ ความรักเป็นอาหาร จะเป็นอะไรดี “ผมว่าขนมหวาน เพราะยังไงความรักก็หนีไม่พ้นของความหวาน ขนมไทย แต่ส่วนตัวผมเป็นคนไม่ค่อยหวาน สบายๆ แต่ว่าเป็นคนสนุกสนานมากกว่าครับ”

ที่มา : ข่าวสด khaosod

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s